ทำไมจำเป็นต้องมี Workplace Well-Being Plan

ปัจจัยด้านจิตสังคม (Psychosocial) เช่น สภาพแวดล้อม และการบริหารจัดการ สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของพนักงานได้ ดังนั้น ผู้บริหาร workplace จำเป็นต้องมีกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อสร้าง workplace well-being

#future #well-being #happy #living

  • การสำรวจสถานที่ทำงานต่าง ๆ ในนิวซีแลนด์เมื่อเร็ว ๆ นี้ แสดงให้เห็นว่า มีจำนวนกว่าหนึ่งในสามของ workspace ไม่มีแผนเกี่ยวกับ well-being
  • ปัจจัยด้านจิตสังคม (Psychosocial) เช่น สภาพแวดล้อม และการบริหารจัดการ สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของพนักงานได้ ดังนั้น ผู้บริหาร workplace จำเป็นต้องมีกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อสร้าง workplace well-being
  • WHO (องค์การอนามัยโลก) แนะนำ 3 ประการอันได้แก่ (1) การแทรกแซงขององค์กร (organizational interventions) (2) การอบรมพัฒนาด้านสุขภาพจิต (mental health training) (3) การแทรกแซงระดับพนักงาน (employee-based interventions)
  • ในขณะที่โลกการทำงานในปัจจุบัน เป็นการทำงานแบบผสมผสาน (hybrid) ระหว่าง onsite & online การวางแผนที่ครอบคลุมจะช่วยสร้างสุขภาวะการทำงาน และสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่การทำงานโดยตรง

World Economic Forum ได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับ workplaces well-being โดย Dougal Sutherland นักจิตวิทยาคลีนิค จาก Victoria University of Wellington

การสำรวจสถานที่ทำงานต่าง ๆ ในนิวซีแลนด์เมื่อเร็ว ๆ นี้ แสดงให้เห็นว่า มีจำนวนกว่าหนึ่งในสามที่ไม่มีแผนเกี่ยวกับ worksplace well-being จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ สำหรับองค์กรที่จะต้องทำความเข้าใจว่า อะไรคือสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดสุขภาวะในการทำงาน และดำเนินการให้เกิดขึ้นเพื่อเหล่าพนักงาน

จุดเด่นของบทความนี้คือเรื่อง workplace well-being เมื่อเราคิดถึง workplace well-being องค์กรส่วนใหญ่มองเรื่อง บรรยากาศ (ambient) ที่เป็นกายภาพ (physical) เช่น การทำออฟฟิศให้สวย น่าทำงาน มีโซนการออกกำลังกาย มีโซนอยู่ทำงานคนเดียว มีโซนทำงานเป็นกลุ่ม มีโซนไว้พักผ่อน มีของกิน และมองว่านี่คือสวัสดิการพนักงานของบริษัท (employee welfare) เท่านั้น

แต่ workplace well-being ไม่ใช่ workplace welfare

การมองเรื่อง well-being เป็นการสนใจมากกว่าแค่กรอบของสวัสดิการที่มีมาโดยกฎหมาย และเป็นการสนใจไปมากกว่าเรื่องสภาพแวดล้อม แต่ครอบคลุมบริบททั้งหมดที่คน ๆ หนึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่ จึงเป็นเรื่องที่สนใจทั้ง กายภาพ จิตใจ และจิตวิญญาณ

องค์กรที่สนใจแต่ welfare จะสนใจองค์ประกอบภายนอกของพนักงาน ในขณะที่ well-being สนใจองค์ประกอบหรือปัจจัยภายในของพนักงาน

บางองค์กรสนใจปัจจัยภายนอกเท่านั้น ก็จะมีออฟฟิศสวย แต่ไม่ได้สนใจกระบวนการในการบริหารงาน กลับใช้การบริหารด้วยทฤษฎีปลาฉลาม หรือ การบริหารบนความขัดแย้ง เพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดให้กับองค์กร ทุกคนจะได้กระตือรือร้น

หัวใจของทฤษฎีปลาฉลาม / การบริหารบนความขัดแย้ง อยู่ที่คำว่า “ความพอดี” ถ้าฉลามมากไปก็อาจจะทำให้ปลาหมดบ่อ ถ้าฉลามน้อยไปปลาก็ไม่กลัว แต่คำว่า “ความพอดี” นี่แหละที่ยากสุด จนหลายองค์กรพัฒนากลายเป็นบ่อฉลามมากกว่าที่ทำงาน

องค์กรที่สนใจ well-being จึงต้องสนใจเรื่องสภาพจิตใจ และจิตวิญญาณของพนักงานด้วย ไม่ใช่ก่อให้เกิดความเครียดในเรื่องเป้าหมายจนกระทบสุขภาพ และกระทบการทำงาน

กฎหมายเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย ปี 2015 ของนิวซีแลนด์ (2015 Health and Safety at Work Act) กำหนดให้สถานที่ทำงานดูแลสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิต รวมถึง well-being ของพนักงานของตน นั่นหมายถึงการมองการทำงานผ่านเลนส์ด้านสุขภาพและความปลอดภัย ว่ามีความเสี่ยงใดใดบ้างที่อาจจะส่งผลต่อ well-being ในการทำงาน

สำหรับหลายองค์กรนั้น กฎหมายได้นำพาไปสู่พื้นที่ใหม่และไม่รู้จัก เนื่องจากความพยายามหลายอย่างในช่วงเริ่มต้นมักจะมุ่งเน้นไปที่การจัดการ “ผลที่เกิดขึ้น” เช่น จัดการความเครียด จัดการความเจ็บป่วยทางจิตใจหลังจากที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ซึ่งนั่นก็หมายถึงการเยียวยาเพียงเล็กน้อย และการผลักให้พนักงานออกจากองค์กรไป ไม่ใช่การจัดการเพื่อจะทำให้พนักงานหายดีและกลับมาทำงานต่อในองค์กรได้

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำคัญของการมีกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อป้องกันอันตรายทางจิตใจตั้งแต่แรก

having the fence at the top of the cliff as well as the ambulance at the bottom

การมีรั้วริมหน้าผาเพื่อป้องกันและก็มีรถพยาบาลที่รอพร้อมอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน

ประเด็นความหมดไฟในการทำงาน ได้รับความสนใจอย่างมาก มีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการออกแบบงาน องค์กร และการบริหารจัดการ รวมถึงบริบททางสังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงาน ทั้งหมดนี้นั้นมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพกายและจิตใจของพนักงาน

ปัจจัยด้านจิตสังคม (Psychosocial) เหล่านี้ควรอยู่ในแผน workplace well-being การไม่จัดการกับปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลโดยตรงต่อปัญหาสุขภาพจิตในพนักงาน รวมถึงภาวะซึมเศร้า


คำแนะนำสำหรับแผน well-being

ในรายงานสุขภาพจิตใจของ WHO (องค์การอนามัยโลก) ได้แนะนำ 3 กุญแจสำคัญในการป้องกันการป่วยทางจิตใจในที่ทำงาน อันได้แก่

(1) การแทรกแซงขององค์กร (organizational interventions) เพื่อจะระบุ (identify) จัดการขจัด (remove) หรือ บรรเทา (mitigate) ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยด้านจิตสังคม

(2) การอบรมพัฒนาด้านสุขภาพจิต (mental health training) สำหรับผู้บริหารทุกระดับ เพื่อระบุและสนับสนุนแนวปฏิบัติในการทำงานและคนที่ทำงานให้มีสุขภาวะที่ดี

(3) การแทรกแซงระดับพนักงาน (employee-based interventions) เพื่อเพิ่มขึดความสามารถในการเผชิญปัญหาส่วนบุคคล

ในอดีต สถานที่ทำงานหลายแห่งให้ความสำคัญกับคำแนะนำสุดท้าย แต่การสนใจแต่ความสามารถในการเผชิญปัญหาของแต่ละบุคคลเพียงอย่างเดียว อาจจะส่งผลให้บุคคลนั้นถูกตำหนิได้ และยังอาจเป็นการปกปิดผลกระทบของปัจจัยแวดล้อมในวงกว้างได้

ประสบการณ์ของเราในการทำงานกับองค์กรต่างๆ ชี้ให้เห็นถึงการแทรกแซงที่มุ่งเป้าหมายไปที่บุคคลเท่านั้น ไม่ใช่องค์กรที่กว้างกว่า ซึ่งสื่อโดยปริยายว่าพนักงานจะต้องถูกตำหนิ หากพวกเขาไม่ “ยืดหยุ่นเพียงพอ” ที่จะรับมือกับภาระงานที่ท่วมท้นและกำหนดเวลาที่ไม่สามารถจัดการได้

การแทรกแซงที่มุ่งเน้นเป็นรายบุคคล ทำให้เกิดสถานการณ์ที่มีการเยาะเย้ย ถากถาง ดูถูก และขาดการยอมรับจากพนักงานด้วยกัน

จริงแล้วเมื่อเราพิจารณาคำติดชมจากผู้จัดการและหัวหน้าพนักงาน ก็บ่งบอกว่ามีการติดตามความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานอยู่แล้ว เช่น การสังเกตเมื่อสมาชิกในทีมมีการดูถูก หรือรู้สึกไม่พอใจ แต่ด้วยการเปลี่ยนไปของรูปแบบการทำงานที่ใช้แบบผสมระหว่างที่ทำงานกับที่บ้าน กลยุทธ์เดิมอาจจะไม่ได้ผลอีกต่อไป เนื่องจากไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด

การเสริมสร้างทักษะในการสังเกตให้กับเหล่าหัวหน้างานจึงมีความสำคัญในแผน workplace well-being ที่สามารถสังเกตสัญญานความเหนื่อยล้าของทีมงานแม้อยู่ห่างไกลกัน


การพิจารณาสถานการณ์ส่วนตัวของพนักงาน

มีบางประการที่องค์กรควรคำนึงถึงก่อนที่จะนำคำแนะนำเหล่านี้ไปใช้

ประการแรก สิ่งสำคัญคือ ต้องถามพนักงานเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้พวกเขาเครียด และใช้ข้อมูลนี้เป็นพื้นฐานสำหรับการวางแผน รูปแบบของการสำรวจหรือการประเมินจึงมีความสำคัญที่ต้องมีการออกแบบอย่างดีให้สามารถตอบวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมสุขภาวะของที่ทำงานได้ อย่าคาดเดาหรือสันนิษฐาน อย่าทำตัวเป็นคุณพ่อคุณแม่รู้ดีว่า คนของคุณคิดอะไร และคิดอย่างไร อีกทั้งการสอบถามโดยตรงทำให้คุณสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ของเขาได้

ความไว้วางใจกันทำให้มีการเปิดข้อมูล ความคิด ความรู้สึก และภาระปัญหาที่เผชิญอยู่

ประการแรกนี้ การสร้างความไว้วางใจกัน ก่อนจะมีการตั้งคำถามจึงเป็นประเด็นที่สำคัญ เนื่องจากความไว้วางใจกันทำให้มีการเปิดข้อมูล ความคิด ความรู้สึก และภาระปัญหาที่เผชิญอยู่ แต่ถ้าองค์กรไม่มีวัฒนธรรมองค์กรที่ไว้วางใจกัน ระหว่างองค์กรกับพนักงาน หรือระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง ก็จะทำให้คนปกปิด และอาจจะก่อผลกระทบต่อไปได้ เราอาจจะได้คำตอบแบบขอไปทีจากทีมของเรา อย่าได้หัวเสียว่า ‘ทำไมไม่ตอบคำตอบที่เป็นความจริง’ หัวหน้าทีมจึงจำเป็นต้องใช้กระบวนการทั้งการสอบถาม การสังเกตความเปลี่ยนแปลง การสร้างความสัมพันธ์กับพนักงานในแบบไม่เป็นทางการ ฯลฯ เพื่อจะทราบข้อมูลที่เขาเผชิญในสถานการณ์จริง ไม่ใช่แค่สิ่งที่เขาจะบอกเท่านั้น

วัตถุประสงค์ที่หัวหน้างานต้องทำเช่นนี้ ไม่ใช่เพื่อจะรู้เรื่องชาวบ้านมากขึ้น หรือไปยุ่งขอบเขตพื้นที่ส่วนบุคคล แต่เป็นการช่วยเหลือพนักงานที่เรารับเขาเข้ามาเป็นทีม ให้สามารถมีชีวิตที่ดีใน workplace well-being นี้ได้

ประการที่สอง ดึงพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ well-being plan สิ่งนี้จะทำให้เขารับเอาแนวคิด และมีส่วนร่วมในการปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ ในการแทรกแซงด้วย

ประการที่สาม หัวหน้างานหรือนายจ้าง จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยทั้งด้านงาน และปัจจัยที่ไม่ใช่งาน บางปัจจัยอาจจะเห็นอย่างชัดเจน เช่น การกลั่นแกล้ง การบูลลี่ ภาระงานที่มากเกินไป การมีประเด็นกระทบจิตใจ ในขณะบางปัจจัยอาจจะมีผลน้อยกว่า เช่น ระดับความเป็นอิสระในที่ทำงาน การได้รับคำปรึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง หรือบางปัจจัยไม่ใช่งานแต่ส่งผลต่อความเครียด หรือสภาพจิตใจอย่างชัดเจน เช่น คนในครอบครัวป่วย ความเครียดทางการเงิน ความยากลำบาก/เวลาในการเลี้ยงดูลูก เป็นต้น

สิ่งที่หัวหน้างานต้องพิจารณาต่อคือสัดส่วนในการบริหารงานเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละปัจเจก เพราะวิธีการแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนต้องการคำแนะนำอย่างใกล้ชิด บางคนต้องการพื้นที่ในการทำงาน แล้วค่อยมาติดตามทีหลัง บางคนต้องการอิสระในการแก้ไขปัญหาภายใต้ความรับผิดชอบของเขา และเมื่อเขามาปรึกษาก็จะเป็นเวลาที่เขาต้องการคำแนะนำจากหัวหน้างานจริง ๆ แต่หลายครั้งหัวหน้างานไม่เข้าใจ และไม่ได้สนับสนุนทีมได้อย่างเหมาะสมนัก

การทำความเข้าใจทีมทั้งปัจจัยด้านงานและไม่ใช่งานนั้น ต้องมีการสื่อสารกับทีมงานอย่างเหมาะสม เพื่อจะไม่ให้ทีมงานรู้สึกถึงการเลือกปฏิบัติ สนใจคนหนึ่งมากกว่าอีกคน จู้จี้ตามจิกงานอีกคนมากกว่าอีกคน แต่ถ้าเราสื่อสารและสอบถามความต้องการ วิถีการทำงาน รูปแบบการเผชิญปัญหา ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจกันทั้งสองฝั่ง

เมื่อนึกถึงว่า องค์กรต้องช่วยด้านชีวิตส่วนตัวของพนักงาน ก็อาจจะปฏิเสธหรือทำแบบลวก ๆ แบบขอไปที ทำให้พลาดองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พนักงานมีส่วนร่วม และมากไปกว่านั้น เมื่อองค์กรไม่สนใจความเป็นอยู่ของพนักงาน ก็ไม่แปลกใจที่พนักงานก็จะทำเท่าที่ควรจะทำตามค่าจ้างที่ได้รับเพียงเท่านั้น ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงต่อองค์กรโดยที่องค์กรไม่รู้ตัว

นอกจากลดความเสี่ยงแล้ว แผน well-being ที่ดีนั้นยังส่งเสริมให้เกิดมุมมองด้านบวกที่มีต่อที่ทำงานอีกด้วย สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้พนักงานอยากทำงานในที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมในออฟฟิศที่ยอดเยี่ยม มีวัฒนธรรมแห่งความชื่นชม มีบรรยากาศความไว้วางใจกัน และมีสวัสดิการพิเศษที่มาพร้อมกับงาน

สุขภาวะทางจิตใจในสถานที่ทำงานอาจจะเป็นเรื่องใหม่หรือยังไม่เกิดการตระหนักถึงความสำคัญสำหรับหลายองค์กร แต่ก็สามารถเห็นผลที่จะเก็บเกี่ยวได้โดยง่ายด้วยการเตรียมแผน workplace well-being ให้กับพนักงานที่ครอบคลุมปัจจัยทางจิตสังคม เพื่อองค์กรจะสามารถเข้าช่วยเหลือพนักงานที่เป็นทีมได้ และไม่ได้มองว่าพนักงานเป็นแค่เครื่องมือ/เครื่องจักรในการผลิตเงินให้กับองค์กรเท่านั้น

การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ เพียงแต่การป้องกันต้องคิดและวางแผนจากสิ่งที่ยังดูเหมือนไม่มีอะไร และเป็นการคิดไปในอนาคตในการออกแบบ workplace well-being ว่าอยากให้เป็นแบบไหน และการทำแบบนี้ในตอนต้นนั้นยากกว่าการเจอปัญหาแล้วแก้ แต่กลับทำให้ระยะยาวผู้บริหารไม่ปวดหัวและเสียเวลากับการตามแก้ปัญหาซึ่งกระทบและก่อให้เกิดความเสี่ยงที่มากกว่า…


reference: www.weforum.org

Author

  • Morning [owlditorship]

    "Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit, sed do eiusmod tempor incididunt ut labore et dolore magna aliqua. Ut enim ad minim veniam, quis nostrud exercitation ullamco laboris nisi ut aliquip ex ea commodo consequat. Duis aute irure dolor in reprehenderit in voluptate velit esse cillum dolore eu fugiat nulla pariatur. Excepteur sint occaecat cupidatat non proident, sunt in culpa qui officia deserunt mollit anim id est laborum."

You May Also Like
ร้านใหญ่: AI วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าในร้านกาแฟเชนใหญ่
อ่านต่อ..

AI กับธุรกิจร้านกาแฟ: ไม่ว่าร้านเล็กหรือร้านใหญ่ ก็เริ่มต้นได้

ค้นพบว่า AI ไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือเพื่อนคู่คิดของธุรกิจร้านกาแฟ ไม่ว่าร้านเล็กหรือร้านใหญ่ ก็ใช้ AI ช่วยลดต้นทุน เพิ่มคุณค่า และสร้างประสบการณ์ลูกค้าได้
อ่านต่อ..